สมัครUFABET, UFABET, ยูฟ่าเบท, เว็บUFABET, สมัครแทงบอลUFABET, แทงบอลออนไลน์, แทงบอลเงินสด, สูตรแทงบอล

วันกล้า ขวัญแก้ว : เกมอัปยศที่เวียดนาม ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก

ในค่ำคืนที่ทั้งไทยและอินโดนีเซียไม่อยากจะเป็นผู้ชนะในศึก ไทเกอร์ คัพ ปี 1998 … มันเป็นเพราะอะไรกันแน่เกมนี้จึงถูกเรียกว่า “เกมอัปยศ”

30 ชั่วโมงก่อนที่เกมการแข่งขันฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018 รอบแบ่งกลุ่ม สายบี ระหว่าง ทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย จะเริ่มคิกออฟขึ้น ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ผมกำลังคิดว่าจะเขียนอะไรดีสำหรับเป็นคอนเทนต์ผลิตงานเกี่ยวกับฟุตบอลนัดนี้

เมื่อพูดถึงการดวลแข้งระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย เรื่องแรกที่ผุดคิดมาในหัวก็คือ “แมตช์อัปยศไทเกอร์คัพ1988” มีเรื่องราวมากมายที่อยากรู้ อยากจะนำออกมาเสมอให้แฟนบอลได้รับทราบ แต่ไม่ได้ลงมือทำเสียที อาจจะเป็นเพราะความกลัว หรือเหตุผลอะไรก็ตาม วันนี้กำแพงที่ถูกขวางกั้นมันถูกพังทลายลงแล้ว

และนี่ก็คือเรื่องราวของเกมการแข่งขันของทีมชาติไทยที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “แมตช์อัปยศ” ที่สุดของวงการฟุตบอลไทย

โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ไล่รายชื่อผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นทั้งหมด เพื่อค้นหาว่า มีใครบ้าง และใครที่พอจะเล่าเรื่องราวในวันนั้นได้ และจากรายชื่อที่เราลิสต์ไว้เกือบ 30 ชีวิต ในที่สุดก็เจอคนที่พอจะปริปากเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อไขปริศนานี้ได้

วันกล้า ขวัญแก้ว อดีตผู้สื่อข่าวสยามกีฬา เจ้าของนามปากกา “กล้า ปีนเกลียว” ที่ปัจจุบันยังคงโลดแล่นในวงการสื่อกีฬาสายฟุตบอลไทย ทั้งจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ คือเป้าหมายแรกและเป้าหมายเดียวของโฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย

30 นาทีในการค้นหาเบอร์โทรเพื่อติดต่อ พี่วันกล้า และอีกกว่า 30 นาทีในการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ จนโฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ได้ข้อมูลมากพอที่จะพาทุกท่านย้อนอดีตกับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

เวียดนามเปิดประเทศแสดงแสนยานุภาพ

ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน ครั้งที่ 2 “ไทเกอร์คัพ1998” เวียดนามรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ เมื่อนี่คือการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาใหญ่ระดับนานาชาติครั้งแรกของประเทศ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนามเมื่อปี พ.ศ.2518

หลังจากปิดประเทศไปนานเพื่อฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองที่ถูกพิษสงครามเล่นงาน เวียดนามก็ใช้ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเองในการจัดการแข่งขันกีฬา แน่นอนไม่ใช่แค่แสดงฝีมือเรื่องการจัดการ แต่ยังรวมไปถึงทีมฟุตบอล ที่เป็นกีฬาความหวังของคนทั้งประเทศ ในการเชิดหน้าชูตาให้เพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เห็น

เวียดนาม ตั้งความหวังถึงการเป็นแชมป์ในการแข่งขันครั้งนั้น พวกเขารู้ดีว่าจะต้องใช้ความได้เปรียบที่มีอยู่อย่างไรในการก้าวไปสู่ความสำเร็จ

แชมป์เก่าไปแบบไม่ฟูล

ทีมชาติไทยเดินทางไปแข่งขันในฐานะแชมป์เก่าเมื่อ 2 ปีก่อนที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายคือการป้องกันแชมป์ และยังถูกยกให้เป็นทีมเต็งหนึ่งของการแข่งขันจากสื่อกีฬาทุกชาติทั่วอาเซียน แม้ว่าจะไม่ใช่ทีมชุดที่ดีที่สุดก็ตาม

นักเตะแกนหลักต่างพากันถอนตัวจากทีมชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธชตวัน(ตะวัน) ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน และ ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล ไม่มีชื่อในชุดนี้

“จำไม่ได้ว่ามีปัญหาอะไรกัน” วันกล้า ขวัญแก้ว เริ่มเผยกับโฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย “เหมือนจะเป็นเรื่องโกนหัวอะไรสักอย่างเนี้ยหล่ะ เป็นทัวร์นาเมนต์ก่อนหน้านี้ เออ…หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นซีเกมส์ที่อินโด”

“พวกตัวหลักถอนหรือถูกตัดชื่อกันหลายคนเลย ซิโก้ ตะวัน ดุสิต ธวัชชัย ไม่ได้ไปก็มีการดึงแข้งหน้าใหม่กับพวกเก่าๆมาช่วยกันเลย แต่เป้าหมายของทีมชุดนั้นก็ยังคือแชมป์นะ”

18 นักเตะทีมชาติไทยชุดนั้นประกอบไปด้วย กิตติศักดิ์ ระวังป่า, สราวุธ คำบัว, โกวิทย์ ฝอยทอง,ใกลรุ่ง ตรีจักสังข์, โชคทวี พรหมรัตน์, นิเวส ศิริวงศ์, นที ทองสุขแก้ว, สุรชัย จิระศิริโชติ, กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์, เสนาะ โล่งสว่าง, อนัน พันแสน, สุนัย ใจดี, สุรชัย จตุภัทรพงษ์, เทิดศักดิ์ ใจมั่น, ชายชาญ เขียวเสน, วรวุธ ศรีมะฆะ, ส่งเสริม มาเพิ่ม และ รณชัย สยมชัย โดยมี “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ทำหน้าที่เฮดโค้ช สำหรับภารกิจ ป้องกันแชมป์

ต้องเลือกสักทาง

ทีมชาติไทยอยู่ในกลุ่มเอ รวมกับ อินโดนีเซีย, เมียนมาร์ และ ฟิลิปปินส์ ทำการแข่งขันที่โฮจิมินห์ซิตี้ เมืองทางตอนใต้ของเวียดนาม ขณะที่ทางฝั่งเหนือที่ฮานอย มี เวียดนาม(เจ้าภาพ), สิงคโปร์, มาเลเซีย และ ลาว แข่งขันกันในกลุ่มบี

ทีมชาติไทยอออกสตาร์ทนัดแรกด้วยการ เสมอ เมียนมาร์ 1-1 และเกมที่สองเอาชนะ ฟิลิปปินส์ 3-1 มี 4 คะแนนจากสองเกมแรก นัดสุดท้ายต้องวัดกับ อินโดนีเซีย สำหรับการแย่งเป็นที่ 1 ของสาย

“สตาฟโค้ชมีการวางแผนสำหรับรอบต่อไปไว้บางแล้ว และมีการสื่อสารกับผู้จัดการทีมอยู่เสมอ รวมไปถึงถามทุกๆคนในทีมด้วย ตอนแรกเราคิดไว้ว่าเวียดนามจะได้ที่1สายบี นั้นเท่ากับว่า รอบต่อไปเรามีสองทางเลือกระหว่าง เจอเจ้าภาพ หรือย้ายเมืองที่ต้องเดินทางไกล” เจ้าของนามปากกา “กล้า ปีนเกลียว” เผย

“รู้สึกว่าจะมีการพูดคุยในทีมว่าหากต้องเลือก ก็เจอเจ้าภาพดีกว่าต้องเดินทางไกล ถ้าต้องเดินทางถือเป็นเรื่องที่ลำบากเลย เพราะระยะเวลาแค่ 2วันก็จะมีเวลาเตรียมตัวน้อยมากสำหรับเล่นรอบตัดเชือก” วันกล้า ขวัญแก้ว ผู้สื่อมากประสบการณ์สายฟุตบอลไทย เล่าเพิ่มเติม

แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่เป็นดังที่คิดไว้ เมื่อผลการแข่งขันนัดสุดท้ายของสายบี 30 สิงหาคม 41 เวียดนาม ยิงได้น้อยกว่า สิงคโปร์ (เวียดนาม ชนะ มาเลเซีย 1-0 , สิงคโปร์ ชนะ ลาว 4-1) นั้นก็ทำให้ สิงคโปร์ จบด้วยตำแหน่งแชมป์กลุ่ม และ เวียดนามจบในอันดับที่ 2

เกมนัดสุดท้ายรอบแรกสายเอ ระหว่าง ไทย กับ อินโดนีเซีย กลายเป็นเกมที่ต้องชิงเหลี่ยมกันทันที เมื่อผู้ชนะจะคว้าแชมป์กลุ่มโดยมีเจ้าภาพเวียดนามเป็นคู่ต่อกร แถมยังต้องย้ายเมืองแข่งขัน จาก โฮจิมินห์ซิตี้ ไปยัง ฮานอย ที่ระยะห่างมากกว่า 1,700 กิโลเมตร แถมมีเวลาเตรียมตัวเพียงแค่ 2 วัน

หากจบด้วยอันดับสอง จะเข้าไปพบกับ สิงคโปร์ โดยปักหลักอยู่ที่เมืองเดิมไม่ต้องเดินทางไกล โดยเป็นคู่แข่งที่จะต้องเจอปัญหาเรื่องการเดินทางแทน เท่ากับว่าได้จะเปรียบค่อนข้างมาก

หากเป็น คุณ จะเลือก ?

“พอเวียดนามเข้าที่สองของอีกสายทุกอย่างก็จบ ทุกคนในทีมรู้ดีกว่าต้องเลือกทางไหน” วันกล้า ขวัญแก้ว เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเกมการแข่งขันนัดที่เป็นบาดแผลของวงการฟุตบอลไทย “มีการพูดคุยกันของทุกคนในทีม ทั้งนักเตะ โค้ช และผู้ใหญ่ที่เดินทางไปด้วยทีม ว่าผลเสมอคือสิ่งที่ดีที่สุดของเรา”

“ในมุมคนทำทีมหรือคนที่อยู่ในทีมก็ต้องเลือกทางนี้ ที่บอกว่าเราหลบเจ้าภาพนั้นไม่ใช่ เลี่ยงการเดินทางไกลต่างหาก”

“ถ้าไทยคว้าแชมป์กลุ่มเราต้องเดินทางไกล แม้ว่าจะเดินทางด้วยเครื่องบิน แต่การจัดการของเวียดนามในตอนนั้นยังไม่ค่อยดี อย่าลืมว่าประเทศเพิ่งเปิด ไม่ได้สะดวกสะบายเหมือนทุกวันนี้ ไหนช่วงเดินทางจะเป็นวันชาติของพวกเขาอีก ลี่ยงได้จะดีกว่า”

ผลเสมอคือสิ่งที่ทีมชาติไทยต้องการมากที่สุด เพราะหากแพ้ก็ยังมีโอกาสตกรอบแรกหากเวียดนามชนะ ฟิลิปปินส์ด้วยสกอร์ขาด และหากชนะทุกคนรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น

วันที่ถูกเรียกว่า “อัปยศ”

วันที่ถูกเรียกว่า “อัปยศ”

ท้งเญิ้ต สเตเดี้ยม ณ นครโฮจิมินห์ (31 สิงหาคม 2541) ไทยพบกับอินโดนีเซีย ได้รับความสนใจจากแฟนบอลเวียดนามที่อยู่ในเมืองนี้เดินทางเข้าชมเกมการแข่งขันราวๆ 1 พันคน แน่นอนพวกเขาต้องการดูเกมที่สนุก แต่กลายเป็นว่านี่คือเกมที่น่าเบื่อมากที่สุด

“เราถือไพ่เหนือกว่า เพราะเสมอได้ แต่อินโดต้องแพ้ ก็ไม่มีใครคิดหรอกว่ามันจะกล้าทำ” วันกล้า ขวัญแก้ว ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าว “แต่มันเริ่มแปลกๆตั้งแต่ครึ่งแรกแล้ว อินโดฯจัดแผนแปลกๆ ยืนตำแหน่งมั่วไปหมด ไม่เคยเห็นทีมไหนเล่นแผนนี้มาก่อน ยืนมั่วไปหมด”

“กองหลังเลี้ยงบอลขึ้นมาแดนหน้าแล้วก็เลี้ยงกลับ กองกลางเลี้ยงอย่างเดียว แล้วก็ส่งบอลคืนหลัง ส่วนไทยเราก็เล่นทรงๆ บุกแต่ไม่สร้างโอกาสยิง พวกนักข่าวที่นั่งดูก็ขำกันใหญ่เลย เหมือนมาดูบอลปาหี่อะไรเนี้ย ตอนนั้นรู้สึกตลกมากว่า”

จบครึ่งแรกสกอร์ในสนาม 0-0 เริ่มมีเสียโห่จากแฟนบอลเจ้าถิ่นที่เริ่มไม่พอใจนักเตะของทั้งสองทีมที่เล่นไม่เต็มที่

“ก็สมควรโดนโห่ แฟนบอลเวียดนามที่ซื้อตัวเขามาดูแต่มาเจออะไรแบบนี้ เสียงตะโกนด่า ของแฟนบอลเริ่มมากขึ้น แฟนบอลเริ่มไม่พอใจแล้ว พวกนักข่าวไทยที่ไปทำข่าวก็เริ่มไม่แสดงตัวว่าเป็นคนไทย เพราะกลัวจะเกิดเหตุร้าย”

นักข่าวไทยนับสิบชีวิตที่สวมเสื้อทีมชาติไทยไปทำข่าวหรือมีสัญลักษณ์ประเทศไทย พากันถอดเสื้อหรือเก็บสิ่งของต่างๆที่แสดงให้เห็นว่านี่คือนักข่าวจากไทย ชนิดที่ไม่ต้องบอกกันทุกคนไม่สามารถคาดการอะไรได้เลยในเวลานั้น

บนอัฒจันทร์ที่เริ่มวุ่นวาย แต่ภายในห้องแต่งตัวนั้นวุ่นกว่า “โค้ชเฮง”วิทยา เลาหกุล ได้ปรึกษากับ เกษม จริยวัฒน์วงศ์ ที่ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมในเวลานั้น ถึงสถานการณ์ที่ไม่สู้ดี ก่อนจะมีการต่อสายตรงกับมาเมืองไทย เพื่อรายงานให้ผู้ใหญ่ในสมาคมฟุตบอลได้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ตอนนั้นก็มีสายตรงกลับไปยังเมืองไทย เพื่อเล่าถึงสถานการณ์และปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี เท่าที่สังเกตเห็นก็มีการโทรคุยกันตลอดเวลา เรียกว่ารายงานสถานการณ์วินาทีต่อวินาที”

เอฟเฟนดิ ใจมันได้

เริ่มครึ่งหลังได้เพียง 7 นาที มิโร่ เบนโต ยิงให้อินโดนีเซีย ขึ้นนำ 1-0 ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะคลีคลาย เพราะความกังวลว่าทีมชาติอินโดนีเซียจะยิงเข้าประตูตัวเองถูกลบออกไป

“ตอนแรกก็กลัวว่าอินโดจะยิงประตูตัวเอง แต่พอยิงนำก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร จนไทยมายิงตีเสมอ 1-1 ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม” “กล้าปีนเกลียว” เผย

กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์ ยิงตีเสมอ น.62 ก่อนที่จะเป็น อาจิ ซานโตโซ่ ยิงประตูขึ้นนำให้อินโดนีเซีย อีกครั้งเป็น 2-1 ใน น.84 ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงแล้ว แต่… เทิดศักดิ์ ใจมั่น มายิงตีเสมอให้กับทีมชาติไทยใน น.86 ให้สกอร์กับมาเท่ากันที่ 2-2

“แ-่งเ-ี้ยจริง” วันกล้า ขวัญแก้ว อุทานขึ้น “พอเสมอ 2-2 อินโดฯก็พยายามแย่งบอลจากไทย ก็มีความคิดว่าอินโดจะเอาบอลไปยิงประตูตัวเอง แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำจริงๆ”

นาทีสุดท้ายของเกม เมอร์ซยิด เอฟเฟนดิ กองหลังอินโดนีเซีย ที่รับบอลจากเพื่อนร่วมทีมที่ส่งมาจากแดนหน้าย้อนกลับแดนหลัง ส่งบอลเข้าประตูตัวเอง แถมยังปรบมือให้กับตัวเองว่าทำภารกิจสำเร็จแล้วอีกด้วย แม้ว่านักเตะไทยพยายามจะไปแย่งบอลคืนเพื่อไม่ได้ อินโดนีเซีย ทำแล้วก็ตาม แต่ไม่สำเร็จ

“ยอมใจมันเลย ก็คงต้องยอมแล้วล่ะ จะให้นักเตะไทยมายิงประตูตัวเองก็ไม่ใช่ ก็ต้องยอมให้มันไป” “กล้า ปีนเกลียว” เผย “ไอ้โย่ง (วรวุธ ศรีมะฆะ) เอาบอลกลับมาเขี่ย ก็ยัง งงๆ เลยว่าจะเอาอย่างไร จะทำไงดี แต่เวลาก็ไม่ทันแล้ว ก็ต้องปล่อยมันไป ถ้ามันทำขนาดนี้”

ตัดกลับมาที่เมืองไทย แฟนบอลชาวไทยที่รู้ข่าวก็พากันด่าทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็นนักเตะไทยและอินโดนีเซีย นสพ.แทบทุกสำนักตีข่าวผลการแข่งขัน พร้อมกับพาดหัวข่าวว่า “แมตช์อัปยศ”

“ตอนนั้นก็พิมพ์ข่าวกลับมาเมืองไทยก็พยายามแก้เนื้อข่าวให้ดูดี แต่หัวหน้าข่าวพาดหัวซะแรงเลย แต่ก็เป็นเหมือนกันหมด บรรยากาศก็ยังดีอยู่เพราะนักฟุตบอลยังไม่รู้ว่าที่เมืองไทยเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

“โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล มีรอยแผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้นจนถึงวันนี้ เมื่อคือเป้าหลักในการถูกโจมตี แม้ว่าความผิดที่แท้จริงจะอยู่ที่ อินโดนีเซีย แต่ “โค้ชเฮง” ก็ถูกด่ามาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าระยะหลังๆจะมีกระแสข่าวออกมาจากอีกฝั่งว่า เป็นเพราะใบสั่งจากผู้ใหญ่ในสมาคมฟุตบอล

“ไม่มีใบสั่งจากใครหรอก… และโค้ชเฮงก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ด้วย มีการปรึกษากันในทีมทุกคนเห็นพ้องว่าถ้าเข้าที่สองจะดีกว่าที่หนึ่งที่ไม่รู้จะเจอเจ้าภาพเล่นงานอะไรบ้าง ก่อนเกมมีการแจ้งกลับเมืองไทยไปแล้วว่าต้องการผลเสมอ และมีการชี้แจงรายละเอียดไปแล้ว และทางเมืองไทยก็โอเคแล้วด้วย แต่ดันมาเกิดเรื่อง ก็ต้องมีการโยนความผิดกันไปมา จริงๆแล้วไม่มีใครผิดหรอกเรื่องนี้”

กลุ่มชาติไทยที่เอาชนะ อินโดนีเซีย 3-2 เข้ารอบเป็นอันดับที่หนึ่งของสายเอ จำต้องเดินทางบินไปยังฮานอยในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ในทันที

แรกก็ดูราวกับว่าไม่มีอะไร พบเวียดนามก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าข่าวสารที่ประเทศไทยมาถึงแคมป์นักเตะ ทุกคนเริ่มรู้และเข้าใจดีแล้วว่าที่ประเทศไทยกระแสแรงมากมาย บรรยากาศในกลุ่มแปลงโดยทันที ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมองตกอับไปหมด เสมือนไม่ได้อยากต้องการจะเล่นในรอบถัดไปแล้ว

การเดินทางที่วุ่นวาย รวมทั้งการพบผู้จัดงานโจมตีดังที่คิดไว้ทั้งผอง เสมือนทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดให้พวกเรามีปัญหาสำหรับในการเดินทางเพื่อเมื่อยล้าที่สุด ช้าที่สุด จนกระทั่งไม่ว่างเตรียมความพร้อมสำหรับรอบรอง สภาพร่างกายที่ห่วยมองแม้กระนั้นก็ไม่เท่าจิตใจที่ไม่พร้อมเลย” วันกล้า ขวัญแก้ว เปิดเผย

กลุ่มชาติไทยลงไปในสนามรอบตัดเชือกเจอกับผู้จัดงานเวียดนาม ณ หมีดิ่ญ สเตเดี้ยมที่มีคนรักบอลเจ้าถิ่นมาเชียร์นักฟุตบอลเวียดนามกันจนกระทั่งเต็มปริมาตร และก็มีผู้คนอีกเยอะมากเข้าสนามมิได้ พวกเขาอยากได้ชนะกลุ่มชาติไทยเพื่อฉลองวันชาติย้อนไป24 ชั่วโมง

กลุ่มชาติเวียดนามที่ได้เสียเชียร์จากแฟนบอลตนเองเป็นข้างเอาชนะกลุ่มชาติไทย 3-0 ผ่านไปสู่รอบชิงแชมป์ได้เสร็จ ส่วนกลุ่มชาติไทยจำเป็นต้องบินลงใต้ไปพบอินโดนีเซีย ที่โฮจิมินห์สิตี้

พวกเราก็สู้สุดกำลังสุดแท้แต่ด้วยเหตุหลายด้านทำให้พวกเราแพ้ ซึ่งความแพ้พ่ายในวันนั้นก็ทำให้วุ่นวายมากยิ่งขึ้น เริ่มมีการกล่าวร้ายและก็หาคนผิดสำหรับความไม่ประสบผลสำเร็จของกลุ่ม ถ้าหากพวกเราชนะเวียดนาม แล้วก็ได้แชมป์ ความเสียหายหัวข้อนี้ก็อาจจะลดน้อยลง หรือบางบางครั้งอาจจะไม่มีผู้ใดกล่าวด้านลบเลยก็ได้ แม้กระนั้นด้วยเหตุว่าพวกเราแพ้

ทีมชาติไทยกลับไปเจออินโดนีเซียอีกครั้งที่สนามเดิม เกมจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ก่อนจะเป็น อินโดนีเซีย ที่เป็นฝ่ายเอาชนะไป 5-4 (สกอร์รวม 8-7) ส่งผลให้ไทยคว้าอันดับที่ 4 ของการแข่งขัน ขณะที่เกมนัดชิงชนะเลิศ เจ้าภาพ เวียดนามพ่ายให้กับ สิงคโปร์ 0-1 อกหักซวดแชมป์อย่างที่พวกเขาฝันเอาไว้

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงเรื่องราวนี้หลายครั้ง บางคนบอกว่า “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล คือคนผิด บางคนบอกว่ามีคนอยู่เบื่องหลังคอยสั่งการ ต่างคนก็ต่างพูดไปต่างๆนาๆ เพื่อหาคนผิด

ทั้งที่จริงๆแล้ว เรื่องนี้อาจจะไม่มีคนผิดเลยด้วยซ้ำ ยกเว้น ไอ้เมอร์ซยิค เอฟเฟนดิ นักเตะผู้หาญกล้ายิงประตูตัวเอง

Powered by UFABET